Sunday, 16 October 2011

ที่สุดของสุนัข

รวมเรื่องราวความเป็นที่สุดของสุนัขต่างๆ



สุนัข
สุนัขที่อายุยืนที่สุดในโลก
ได้แก่สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์(Labrador Retriever) เป็นสุนัขเก็บนกขนสีดำชื่อ แอ็ดจูแตนท์ (ADJUTANT) เกิดเมื่อ 14 สิงหาคม ค.ศ.1936 และตายเมื่อ 20 พฤศจิกายน ค.ศ.1963 อายุรวม 27 ปี 3 เดือน เจ้าของคือ Jame Hocks มีหน้าที่ดูแลสุนัขที่ใช้ล่าสัตว์ อยู่บีเอสเตทใกล้กับบอลิตันลินคอล์นไซร์ ในประเทศอังกฤษ

สุนัขที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
ได้แก่สุนัขพันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ด (Saint Bernard) ที่มีชื่อ Schwarz Wald Hot Duke เจ้าของ ชื่อ Dr.A.M. Brunner แห่งโอโดโนโมว๊อค รัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา Duke เกิดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ.1964 และในวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ.1967 หรืออายุได้ 2 ปี 7 เดือน นั้นมีน้ำหนักตัวถึง 295 ปอนด์ (2.2 ปอนด์ต่อ 1 กก.)และเจ้า Duke ได้เสียชีวิตเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1967 รวมอายุตั้งแต่เกิดจนตาย ได้เพียง 2 ปีกับ 9 เดือน

สุนัขที่มีความสูงที่สุดในโลก
ได้แก่สุนัขพันธุ์ไอริช วูลฟ์ฮาวน์ด (Irish Wolf Hound)ที่มีนามว่า บรอดบรอดจ์ ไมเคิล (Brodbridge Michael) เจ้าของคือนางแมรี่ เบย์นอน แห่ง เค้นท์ ประเทศอังกฤษ เจ้า Brodbridge Michael เกิดเมื่อปี ค.ศ.1929 มันมีความสูง(เมื่อยืนจาก ปลายเท้าถึงไหล่) วัดได้สูงถึง 39.5 นิ้ว

สุนัขที่มีขนาดเล็กที่สุด
ได้แก่ สุนัขพันธุ์ชิวาวา หรือที่เรียกว่า ชิฮัวฮัว เป็นพันธุ์โปรดของคุณ ปาน บุญนาค นักนิยมสุนัขพันธุ์นี้ซึ่งใคร ๆ สามารถพบคุณปานกับเจ้าชิวาวาของแกได้ทุกสนาม ประกวดสุนัข แต่ใน Guiness Book of World Recod ไม่ได้ระบุว่าเจ้าของคือใคร แต่เป็นสุนัข พันธุ์นี้ โดยทั่วไปเจ้าชิวาวามีน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยเพียง 2-4 ปอนด์ หรือบางตัวมีน้ำหนักตัวแค่ 16 ออนซ์เท่านั้น (โตเต็มที่แล้วนะ)

สุนัขที่มีฝีเท้าเร็วที่สุดในโลก
ได้แก่ สุนัขพันธุ์ซาลูกิ หรือที่มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพันธุ์ อาราเบียน กาเชล ฮาวน์ด (Arabinan Gazelle Hound) หรือ Persian Greyhound มันเคยวิ่งได้43 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่อย่างไรก็ตามจากการทดลองที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ปรากฏว่ามันวิ่งได้เร็วไม่เท่าสุนัขพันธุ์ Greyhound ในปัจจุบัน ซึ่งมีฝีเท้าจัดวิ่งได้แค่ 41.25 ไมล์ต่อชั่วโมง

สุนัขพันธ์ที่หายากที่สุดในโลก
ได้แก่ สุนัขพันธุ์โลเชน หรือที่เรียกว่า สุนัขสิงโต ในปี ค.ศ.1969 นั้น พบว่ามีอยู่เพียง 40 ตัวเท่านั้น คือในประเทศเยอรมัน 32 ตัว ในเบลเยี่ยมและเกาะอังกฤษ ประเทศละ 4 ตัว เป็นพันธุ์ที่ชนชั้นสุงในยุโรปภาคใต้เลี้ยงไว้อุ้มเล่น ในระหว่างคริสศตวรรษทึ 14-16 อันเป็นสมัยฟื้นฟูความรู้ของยุโรป

สุนัขที่ครอกใหญ่ที่สุด
ได้แก่ ลูกสุนัขพันธุ์ฟ็อกซ์ ฮาวน์ด (Fox hound)ที่แม่ชื่อ Leena (ลีนา) เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธุ์ ค.ศ. 1955 เจ้าของคือ นาวาโท ดับบลิว เอ็น อีลีย์ (W.N.Ely)แห่งเมือง แอมเบเลอร์ รัฐเพนซิลวาเนีย มีลูกถึง 23 ตัว และมีรายงานว่าพันธุ์ เซนต์ เบอร์นาร์ด ตัวหนึ่งก็เคยให้ลูกในครอกเดียว กันถึง 23 ตัว เช่นกัน

สุนัขพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุดในโลก
ได้แก่ สุนัขลากเลื่อนที่ชื่อ ชาร์ลีย์ (Chaly) เจ้าของคือ Lary Klandinon ในการทดลอง ที่แองเคอร์ พ้อยท์ รัฐอลาสกา เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1961 เจ้าของ Chaly ได้ฉุดลากเลื่อนสัมภาระ หนักถึง 3,142 ปอนด์ได้สำเร็จ


Saturday, 8 October 2011

สุนัขตัวโปรดเป็นมะเร็ง

"มะเร็ง"... โรคร้ายที่ไม่เพียงแค่คร่าชีวิตมนุษย์เท่านั้น แต่ยามใดที่มะเร็งมาปักหลักในร่างกายของน้องหมา มันก็อาจพรากลูกรักสี่ขาของเราได้เหมือนกัน ซึ่งโดยส่วนมาก กว่าจะรู้ว่า มะเร็ง เข้ามาจับจองพื้นที่ร่างกายก็เกือบสายเกินเยียวยาแล้ว ดังนั้น จะเป็นการดีกว่า หากหมั่นสังเกตอาการต่าง ๆ ของน้องหมา เพื่อจะได้รู้ทันเจ้าเนื้อร้าย และสามารถรักษาให้หายได้ หากรู้ทันท่วงที



สุนัขป่วย
สำหรับการตรวจจับสัญญาณที่บ่งชี้ว่า น้องหมาของเราอาจจะเป็นโรคมะเร็ง รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร สัตวแพทย์ชื่อดัง แนะนำให้สังเกตอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

- มีก้อน หรือลักษณะบวม ปรากฏขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และขนาดขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

- เกิดแผลที่ไม่ยอมหายเสียที แม้ให้การรักษาแล้ว หรืออาจเป็น ๆ หาย ๆ ซ้ำซากอยู่ที่เดิม

- ขับถ่ายผิดปกติ เช่น ท้องผูกบ่อย ท้องร่วงต่อเนื่อง ปวดท้องครางหงิง ๆ ฉี่ลำบาก มีเลือดปนฉี่ ฯลฯ

- มีเลือดออกตามช่องเปิดต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดไหลจากช่องคลอด ฯลฯ

- มีของเหลวไหลออกมาจากช่องต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น หนองไหลจากจมูก น้ำเหลืองซึมจากรูหู ฯลฯ

- เบื่ออาหาร แม้กระทั่งของที่เคยชอบก็ไม่ยอมกิน หรืออยากกิน แต่กลับกลืนได้ลำบาก เคี้ยวลำบาก งับอาหารแล้วร่วง ฯลฯ

- น้ำหนักตัวลดลง ผอมโซ

- หายใจติดขัด อ้าปากหายใจ

- เจ็บข้อขาเรื้อรัง ลุกลำบาก ร้องครางเวลาลุก-นั่ง หรือจับบริเวณข้อ จะร้อง หรือขาแข็งเกร็ง

- มีกลิ่นเหม็นผิดปกติรุนแรงจากร่างกาย เช่น ช่องปาก รูหู ลมหายใจ ฯลฯ

สุนัขป่วย
ทั้งนี้ หากสังเกตเห็นความผิดปกติเพียงแค่บางอย่างดังกล่าวข้างต้น ควรรีบพาสุนัขไปพบสัตวแพย์ เพื่อรับการรักษาให้เร็วที่สุด ที่สำคัญควรจดจำอาการผิดปกติทุกอย่างและอธิบายให้สัตวแพทย์รับทราบอย่างละเอียด เพื่อเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคได้ง่าย และเป็นประโยชน์แก่ตัวสุนัขด้วย


Monday, 3 October 2011

ข้อดีข้อเสียของสุนัขตัวผู้และสุนัขตัวเมีย

เราจะเลือกเลี้ยงสุนัขตัวผู้หรือสุนัขตัวเมียดี ลองมาดูข้อดีข้อเสียของสุนัขตัวผู้และตัวเมีย



สุนัขตัวเมีย
ข้อดีของสุนัขตัวเมีย
1. เชื่อกันว่าสุนัขตัวเมียฝึกง่ายกว่า

2. สุนัขตัวเมียมีแนวโน้มที่จะก้าวร้าวน้อยกว่า

3. บางคนบอกว่าสุนัขตัวเมียรักเจ้าของ และเป็นเพื่อนที่ดีกว่า แต่เราเชื่อว่าสุนัขทุกตัวถ้าได้รับการเลี้ยงดูอย่างรักใคร่ ก็จะรักเจ้าของได้ไม่ต่างกัน

4. สุนัขตัวเมียสามารถอั้นฉี่ได้นานกว่าตัวผู้ บางตัวอาจอั้นได้นานกว่า 12 ชั่วโมง

5. เวลาพาออกไปเดินเล่น สุนัขตัวเมียส่วนใหญ่จะฉี่จนหมดภายในทีเดียว แต่ตัวผู้จะใช้เวลาเดินฉี่ไปตามจุดต่างๆ

6. ไม่ฉี่กระจายที่ ความสะอาดในบ้านจะดีกว่า

ข้อเสียของสุนัขตัวเมีย
1. ค่าทำหมันสุนัขตัวเมียแพงกว่าตัวผู้

2. มีโอกาสท้องได้ซึ่งท้องมาจะออกมาจำนวนมาก(ส่วนใหญ่มากกว่า 2 ตัว)

3. เวลาเป้นสัดอาจจะมีเลือดติดมาบ้าง (ในน้องหมาพันะุธุ์เล็กบ้างสายพันธุ์อาจจะไม่มีเพราะเขาทำความสะอาดตัวเอง)

สุนัขตัวผู้
ข้อดีของสุนัขตัวผู้
1. ไม่ต้องกังวลเรื่องการมีเลือดออกในช่วงของการเป็นสัด

2. ไม่ต้องกลัวไปโดนตัวอื่นทำท้องโดยเจ้าของไม่ต้องการ

3. รูปร่างจะสวยงามกว่าตัวเมีย

4.ทำหมันราคาถูกกว่า

ข้อเสียของสุนัขตัวผู้
1. มีความเป็นตัวของตัวเองมากกว่า รักอิสระ

2. ชอบท้าทายเจ้าของ เพื่อแย่งอำนาจความเป็นจ่าฝูงประจำบ้าน

3. เลี้ยงหลายตัว มักมีอาการโชว์พลังกันว่าใครเจ๋งกว่า นำมาซึ่งความขัดแย้ง

4. ถ้าเลี้ยงหลายตัวในบ้าน ขาโซฟาอาจเป็นแหล่งรวมฉี่ เพราะถ้ามีกลิ่นของตัวหนึ่ง ตัวต่อไปก็จะฉี่ทับทันทีโดยสัญชาติญาณ(ยกขาฉี่)

5. เวลาเจอตัวเมียที่เป็นสัด อาจจะโหยหาในบ้างครั้ง


Wednesday, 28 September 2011

ศึกษาก่อนคิดเลี้ยง ไซบีเรียน ฮัสกี้ (Siberian Husky)

ไม่ว่าจะเป็นสุนัขสายพันธุ์ไหน ก็ย่อมจะต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งคนรักสุนัขจะต้องไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะเลือกเลี้ยง สุนัข และใครที่กำลังจะตัดสินใจเลี้ยงน้องหมา ไซบีเรียน ฮัสกี้ เรามีข้อมูลมาให้คุณพิจารณาก่อนตัดสินใจเลี้ยง ไซบีเรียน ฮัสกี้



ไซบีเรียน ฮัสกี้ (Siberian Husky)
ผลัดขนจนเวียนหัว
หากคุณคิดจะเลี้ยง สุนัข ไซบีเรียน ฮัสกี้ ขอให้เตรียมพร้อมกับการที่บ้านของคุณจะเต็มไปด้วยขนสุนัข ด้วยเหตุนี้ หากคุณเป็นโรคภูมิแพ้ขนสุนัข หรืออยากให้บ้านของคุณดูสะอาดอยู่ตลอดเวลา ไซบีเรียน ฮัสกี้ จึงยังไม่ใช่ สุนัข ที่เหมาะกับคุณ แต่หากคุณต้องการจะเลี้ยง ไซบีเรียน ฮัสกี้ สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งก็คือการฝึกให้พวกเขา สนุกกับการแปรงขนตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัข และเตรียมเครื่องดูดฝุ่นไว้ให้พร้อมรับการผลัดขน ซึ่งจะเกิดขึ้นปีละหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย

เป็นสุนัขครอบครัว ไม่ใช่สุนัขอารักขา
ด้วยอุปนิสัยที่เป็นมิตรและเข้ากับคนได้ง่าย ทำให้ สุนัข ไซบีเรียน ฮัสกี้ มักจะมีความสุขที่ได้นั่งและเฝ้ามองใครก็ตามที่เข้ามาและออกไปจากบ้าน ซึ่งจะเป็นเรื่องดีสำหรับบรรดาหัวขโมย เนื่องจาก สุนัข ไซบีเรียน ฮัสกี้ จะเพียงแค่ “มองดู” พวกเขาเหล่านั้นเข้ามาในบ้าน แลบลิ้นเลียอย่างเป็นมิตร และส่งหัวขโมยออกจากบ้านพร้อมกับทรัพย์สินต่างๆ ของคุณ

หอนมากกว่าเห่า
ไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็น สุนัขช่างเจรจา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เขาต้องการให้เล่นด้วย พวกเขาเป็นสุนัขที่ไม่ค่อยเห่า แต่จะชอบหอนแบบสุนัขป่า ซึ่งมีเสียงค่อนข้างดังกังวาน และมีน้ำเสียงที่แตกต่างไปตามความรู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเจาของพูดคุยกับสุนัขบ่อยๆ

ไซบีเรียน ฮัสกี้ (Siberian Husky)
ซ่าอยู่ในสายเลือด
ไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็นสุนัขที่เฉลียวฉลาด เคลื่อนไหวได้อย่างปราดเปรียว มีพลังอย่างเหลือล้น เขาจะใช้เวลนอนกลางวันประมาณ 3-4 ชั่วโมง และนอนในเวลากลางคืน ประมาณ 10 ชั่วโมง นอกจากนั้น คือเวลาสำหรับเล่นสนุก ซึ่งเจ้าของควรมีกิจกรรมให้เขาทำอย่างสม่ำเสมอ อาจเป็นการวิ่งไล่จับ กระโดดคาบของ การทำกิจกรรมจะช่วยลดพลังงานของสุนัข ไซบีเรียน ฮัสกี้ คลายความเบื่อได้

รักอิสระ เป็นตัวของตัวเอง
ไซบีเรียน ฮัสกี้ ไม่ใช่สุนัขที่จะอยู่ในโอวาทของเจ้าของตลอดเวลา เขาเป็นสุนัขที่รักอิสระ มีความคิดเป็นของตัวเอง การอยู่ร่วมกับ ไซบีเรียน ฮัสกี้ จึงไม่ใช่การควบคุมแบบที่เจ้านายปฏิบัติต่อลูกน้อง แต่ต้องอาศัยความผูกพันและมิตรภาพระหว่างเพื่อน

บ้านแสนสุข
ผู้ที่เลี้ยง ไซบีเรียน ฮัสกี้ จะต้องมีพื้นที่บริเวณบ้านที่กว้างพอสมควร มีรั้วที่แข็งแรง มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เขาแอบหนีไปเที่ยวนอกบ้าน ไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็นสุนัขรักสะอาด ไม่มีกลิ่นตัว จึงสามารถเลี้ยงในบ้านได้ ปัญหาที่พบจากการเลี้ยงในบ้านอาจมีเฉพาะช่วงผลัดขน

กิจกรรมนอกบ้าน
ด้วยสัญชาตญาณนักล่าที่มีอยู่เต็มเปี่ยม ความกระฉับกระเฉง และความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ไซบีเรียน ฮัสกี้ จึงควรอยู่ในสายจูงเสมอเวลาที่คุณพาเขาออกไปนอกบ้าน และจะปล่อยให้เป็นอิสระได้เฉพาะเวลาที่อยู่ในบริเวณที่มีรั้วรอบขอบชิดเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุต่างๆ


Monday, 26 September 2011

การจัดกลุ่มสุนัข

สำหรับการจัดกลุ่มสุนัขที่มีมากกว่า 400 สายพันธุ์ชึ่งใช้เวลาพัฒนาสายพันธุ์มานานเกือบ 200 ปี เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้ประโยชน์ AmericanKennel Club (AKC) ได้จัดกลุ่มสุนัขเป็น 7 กลุ่มไว้ดังต่อไปนี้



1. Herding group

Herding group
เป็นสุนัขที่ใช้ในการคุมฝูงปศุสัตว์ต้อนวัวต้อนแกะให้เข้าคอก ถือเป็นกลุ่มใหม่ล่าสุดจาการจัดจำแนกของ AKC ซึ่งแต่เดิมสุนัขในกลุ่มนี้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสุนัขใช้งาน นอกจากนี้แล้วสุนัขในกลุ่มนี้ยังมีสัญชาตญาณคอยดูแลเจ้าของสัตว์ ด้วยความสุภาพ โดยเฉพาะเด็กๆ แต่โดยทั่วๆไปแล้วเป็นสุนัขที่มีความฉลาด เป็นเพื่อนที่ดีและมีความรับผิดชอบ ได้แก่ สุนัขพันธุ์คอลลี่พันธุ์บอร์เดอร์ คอลี่ พันธุ์เวลคอกี้ พันธุ์โอลด์ อิงลิช ชีพด็อก พันธุ์เซตแลนด์ ชีพด็อกเป็นต้น

2. Toy group

Toy group
เป็นสุนัขที่มีขนาดเล็ก หรือเรียกกันว่าสุนัขตุ๊กตา บางพันธุ์น้ำหนักตัวแค่ 1.5 ปอนด์ ประโยชน์คือเลี้ยงเพื่อ เป็นเพื่อนเพราะมีความน่ารัก ช่างประจบออเซาะเจ้าของ สุนัขกลุ่มนี้ได้แก่ สุนัขพันธุ์ชิวาวาพันธุ์ปั๊ก พันธุ์ยอคเชียร์ เทอร์เรีย เป็นต้น

3. Hound group

Hound group
เป็นสุนัขที่ใช้ไล่ล่าสัตว์ค้นหาตำแหน่ง ของกวาง หรือกระต่ายในโพรง สุนัขในกลุ่มนี้จะมีจมูกหรือสายตา ที่ดีมาก กลุ่มที่ใช้จมูกดมกลิ่นล่า เช่น สุนัขพันธุ์ดัชซุนพันธุ์บีเกิ้ล พันธุ์บลัด ฮาวนด์และยังมีกลุ่มที่ใช้สายตามองหาสัตว์ เช่น สุนัขพันธุ์อาฟกันฮาวนด์ พันธุ์ชาลูกิ เป็นต้น

4. Sporting group

Sporting group
สุนัขกลุ่มนี้ถูกคัดเลือกสายพันธุ์เพื่อมีวัตถุประสงค์ใช้งานในการล่าสัตว์และเกมส์กีฬา เป็นสายพันธุ์ที่มีความว่องไวปราดเปรียว ชอบวิ่งบนพื้นดินหรือทุ่งหญ้า รวมทั้งลงว่ายน้ำในสระน้ำหรือบ่อบึงได้อย่างคล่องแคล่ว สุนัขกลุ่มนี้มีความฉลาดเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ชอบให้คนมาเอ็นดูลูบบริเวณลำตัว รวมถึงการได้รับรางวัล บางครั้งเห่าเก่งและรื้อทำลายข้าวของหากไม่ได้รับการออกกำลังกายอย่างเพียงพอเพื่อปลดปล่อยพลังงานอันเหลือเฟือ มีความอดทนสูงกับเด็กหรือสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ภายในครอบครัว จึงเป็นสุนัขกลุ่มหนึ่งที่เหมาะสมกับการเลี้ยงไว้เป็นสมาชิกในครอบครัว สุนัขกลุ่มนี้จะชอบการกัดแทะเบา ๆ เช่น การแทะมือเจ้าของหรือการกัดแทะของเล่นต่าง ๆ

5. Working group

Working group
สุนัขกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความรับผิดชอบต่องานหรือภารกิจที่ได้รับผิดชอบสูง เช่น การเฝ้ายาม การควบคุมฝูงปศุสัตว์ การเป็นสุนัขกู้ภัยหรือถูกฝึกให้เป็นสุนัขที่ใช้ช่วยในงานของตำรวจและทหาร เนื่องจากมีความแข็งแรงและความอดทนสูง ลักษณะเช่นนี้เป็นลักษณะที่ได้รับการถ่ายทอดมาแต่กำเนิด ซึ่งเกิดจากการคัดเลือกและผสมพันธุ์มาหลายชั่วรุ่นโดยนักเพาะพันธุ์สุนัขมืออาชีพ ได้แก่ สุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์ พันธุ์โดเบอร์แมน พันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็นต้น

6. Terrier group

Terrier group
สุนัขกลุ่มนี้ได้แก่ สุนัขพันธุ์บูลเทอร์เรีย พันธุ์ฟอกซ์เทอร์เรีย พันธุ์แอร์เดลเทอร์เรีย เป็นต้น

7. Non - Sporting group

Non - Sporting group
เป็นสุนัขที่มีขนาดต่างกันกับที่ เลี้ยงไว้เป็นเพื่อนเล่นกับคน สุนัขกลุ่มนี้ได้แก่สุนัขพันธุ์บูลด๊อพันธุ์ดัลเมเชียล พันธุ์พูเดิ้ล พันธุ์ เชาว์ เชาว์เป็นต้น


Wednesday, 21 September 2011

เครน คอร์โซ่ (Cane Corso)

เครน คอร์โซ่ (Cane Corso) เป็นสุนัขสายพันธุ์พื้นเมืองของอิตาลี ลักษณะภายนอกมองดูคล้ายกับสุนัขนโปเลียน มัสตีฟ สุนัข เครน คอร์โซ่ ถือเป็นสุนัขพันธุ์ใหญ่อีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีความซื่อสัตย์ต่อเจ้าของอย่างมาก ในบ้านเราก็มีการเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้อยู่บ้าง แต่ปริมาณน้อยมาก



สุนัขพันธุ์ เครน คอร์โซ่ (Cane Corso)
การจะเลี้ยงสุนัข เครน คอร์โซ่ ไว้ในบ้านสักหนึ่งตัวนั้น หากสถานที่เลี้ยงเป็นห้องชุดหรือเป็นทาวน์เฮ้าส์คงไม่เหมาะที่จะเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้อย่างแน่นอน เพราะเป็นสุนัขพันธุ์ใหญ่ เมื่อโตเต็มที่ เครน คอร์โซ่ จะมีความสูงประมาณ 80 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 45 กิโลกรัม ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการวิ่งออกกำลังกายค่อนข้างมาก หากบ้านเป็นพื้นที่ที่มีทุ่งหญ้ากว้างหรือใกล้ชายหาดจะมีความเหมาะสมเป็นอย่างมาก เพราะ เครน คอร์โซ่ เป็นสุนัขที่ชอบว่ายน้ำเพื่อแสดงออกโดยการใช้พลังในตัวอย่างเต็มที่

เครน คอร์โซ่ (Cane Corso) เป็นสุนัขสายพันธุ์พื้นเมืองของอิตาลี ลักษณะภายนอกมองดูคล้ายกับสุนัข นโปเลียน มัสตีฟ สุนัข เครน คอร์โซ่ ถือเป็นสุนัขพันธุ์ใหญ่อีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีความซื่อสัตย์ต่อเจ้าของอย่างมาก ในบ้านเราก็มีการเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้อยู่บ้าง แต่ปริมาณน้อยมาก

สุนัขพันธุ์ เครน คอร์โซ่ (Cane Corso)
การจะเลี้ยงสุนัข เครน คอร์โซ่ ไว้ในบ้านสักหนึ่งตัวนั้น หากสถานที่เลี้ยงเป็นห้องชุดหรือเป็นทาวน์เฮ้าส์คงไม่เหมาะที่จะเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้อย่างแน่นอน เพราะเป็นสุนัขพันธุ์ใหญ่ เมื่อโตเต็มที่ เครน คอร์โซ่ จะมีความสูงประมาณ 80 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 45 กิโลกรัม ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการวิ่งออกกำลังกายค่อนข้างมาก หากบ้านเป็นพื้นที่ที่มีทุ่งหญ้ากว้างหรือใกล้ชายหาดจะมีความเหมาะสมเป็นอย่างมาก เพราะ เครน คอร์โซ่ เป็นสุนัขที่ชอบว่ายน้ำเพื่อแสดงออกโดยการใช้พลังในตัวอย่างเต็มที่

สุนัขพันธุ์ เครน คอร์โซ่ (Cane Corso)
การจะซื้อลูกสุนัข เครน คอร์โซ่ มาเลี้ยงสักตัวก็ควรจะซื้อตั้งแต่ตอนอายุ 2 เดือนขึ้นไป หรือผ่านการทำวัคซีนครบถ้วนแล้ว และสุนัข เครน คอร์โซ่ ยังมีความพิเศษตรงที่นิยมตัดหู ซึ่งจะตัดตอนอายุประมาณ 2-3 เดือน ทรงที่ตัดมักจะนิยมตัดเป็นรูป 3 เหลี่ยม หรือบางคนอาจจะชอบแบบธรรมชาติ ก็ไม่ต้องตัด หากจะนำมาเลี้ยงกับสุนัขสายพันธุ์เดียวกันหรือต่างสายพันธุ์ก็ไม่มีปัญหาในการอยูร่วมกับสุนัขตัวอื่น แต่หากเป็นสุนัขนอกบ้านแล้วก็ต้องระวัง เพราะ เครน คอร์โซ่ มีนิสัยที่เป็นเลือดนักสู้ ย่อมมีการหวงถิ่นและมีการป้องกันตัวเองสูง


Monday, 19 September 2011

สุนัขพันธุ์ Bouvier Des Flandres

สุนัขชื่อยาวตัวนี้ อ่านว่า 'บูวิเย เด ฟลองเดรอะ' แปลความได้ว่า 'ผู้ไล่วัว แห่งฟลองเดรอะ' เป็นสุนัขเฝ้าฝูงวัวควาย ที่มีความเชี่ยวชาญมาก ในแถบยุโรปตะวันตก ปัจจุบันบูวิเยถูกใช้เป็นสุนัขนำทาง เฝ้ายามและตามรอย



สุนัขพันธุ์ Bouvier Des Flandres
ถิ่นกำเนิด
ต้นกำเนิดอยู่ที่พรมแดนระหว่างฝรั่งเศส กับเบลเยี่ยม บริเวณที่ราบฟลองเดรอะ บูวิเยเป็นที่รู้จักครั้งแรก ในงานแสดงสุนัขระหว่างประเทศ ที่กรุงบรัสเซล ใน ค.ศ. 1910 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 บูวิเยเป็นที่รู้จัก แพร่หลายมากขึ้น เพราะความแข็งแกร่ง และความกล้าหาญ ในการทำหน้าที่ส่งข้อความ และค้นหาทหารที่บาดเจ็บ ให้กับกองทัพ

สุนัขพันธุ์ Bouvier Des Flandres
มาตราฐานสายพันธุ์
สี : ขนมีสีน้ำตาล ถึง สีดำ

ขน : ขนมีสองชั้น ขนชั้นในหนานุ่ม ขนชั้นนอกแข็ง ขนชั้นนอกยาวประมาณ 2.5 นิ้ว มีหนวด เครายาว คิ้วหนา

อารมณ์ : ตื่นตัว มีความรับผิดชอบสูง และบางทีอาจจะขี้โมโหซักหน่อย เข้ากับสัตว์เลี้ยงอื่นได้ถ้าได้รับการเลี้ยงดูมาด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ แต่ถ้าไม่ได้ถูกเลี้ยงดูมาด้วยกันมันก็จะแสดงความก้าวร้าวออกมาให้เห็นโดยเฉพาะสุนัขด้วยกัน

สุนัขพันธุ์ Bouvier Des Flandres
การดูแลเอาใจใส่ : เจ้าของทุกท่านควรดูแล ฟัน หู และเล็บของเจ้า Bouvier des Flandre เป็นพิเศษ การสางขนเจ้า Bouvier des Flandre สัปดาห์ละครั้งเป็นเรื่องที่จำเป็นมากๆ และเจ้า Bouvier des Flandre นั้นต้องการการออกกำลังกายสูง แต่ไม่ควรให้เจ้า Bouvier des Flandre นั้นวิ่งนานเกินไปเพราะเจ้า Bouvier des Flandre นั้นมีโครงสร้างที่ใหญ่และอาจนำไปสู่ปัญหาเกี่ยวกับสะโพกในยามแก่ได้ พื้นที่ที่จะให้ Bouvier des Flandre อยู่นั้นควรกว้างพอสมควร และที่สำคัญที่สุด สำหรับเจ้า Bouvier des Flandre คือ มันจำเป็นที่จะต้องถูกใช้งานเพื่อจะได้ให้สมองของมันนั้นตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

โรค : โรคไขข้อกระดูกสะโพกอัดเสบ และโรคเกี่ยวกับดวงตา


Saturday, 17 September 2011

สุนัขสายพันธุ์ Belgian Tervuren

สุนัขพันธุ์นี้มีถิ่นกำเนิดในห มู่ บ้าน Tervuren ประเทศเบลเยี่ยม มีขน ยาวกว่าสุนัขพันธุ์ Malinois ชาวเบลเยี่ยม นิยมนำสุนัขพันธุ์ Tervuren ไว้คอยดูแล ฝูงปศุสัตว์ตลอดจนเฝ้าบ้านและฟาร์มต่างๆ สุนัขพันธุ์นี้มีขนาดปานกลาง ลำตัวมีลักษณะ ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ท่าทางตื่นตัวอยู่เสมอ



สุนัขสายพันธุ์ Belgian Tervuren
สุนัขสายพันธุ์ Belgian Tervuren นั้นเป็น สุนัข 1 ใน 4 ของตระกูล Belgian Shepherds เจ้า Belgian Tervuren นั้นเป็นสุนัขที่มีขนาดกลาง ดูรูปทรงสัดส่วนลงตัว มารยาทดี และดูสง่าเมื่อยืน 4 เท้าเหยียดตรง ด้วยความที่มันดูสง่างามมาก เจ้า Belgian Tervuren จึงเปรียบได้กับสิ่งที่มีพละกำลังมหาศาลแต่ก็มีความอ่อนโยนในตัวมันเอง

สุนัขสายพันธุ์ Belgian Tervuren
Belgian Tervuren นั้นมีไหวพริบดี กล้าหาญ ตื่นตัว และสามารถสละชีพเพื่อเจ้านายของมันได้ นอกเหนือจากนั้นเจ้า Belgian Tervuren ก็เป็นสุนัขที่ดีที่จะเลี้ยงไว้ในครอบครัวหรือถูกเลี้ยงไว้เพื่อใช้งานและ มันก็ไม่เคยที่จะทำให้เจ้านายของมันต้องผิดหวังเลย เจ้า Belgian Tervuren นั้นเป็นสุนัขที่เชื่อฟัง และสะกดลอยได้ดีมากพันธุ์หนึ่ง เจ้า Belgian Tervuren ยังสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับทุกสภาวะแวดล้อมได้ดีเช่นกัน

สุนัขสายพันธุ์ Belgian Tervuren
มาตราฐานสายพันธุ์

สี : สีน้ำตาลจนถึงน้ำตาลเข้มมี ขนสีดำแซมบริเวณหน้าอก หลังมีสีดำ

ขน : มีขนสองชั้น ขนชั้นในหนาแน่น ขนชั้นนอกยาว เหยียดตรง

อารมณ์ : Belgian Tervuren นั้นเชื่อฟังคำสั่ง ซื่อสัตย์ ไหวพริบดี และตื่นตัวตลอดเวลา ต้องฝึกให้เจ้า Belgian Tervuren นั้นคุ้นเคยกับสัตว์เลี้ยงอื่นภายในบ้านตั้งแต่เล็กๆ และเวลาที่แนะนำสมาชิกใหม่ให้เจ้า Belgian Tervuren เจ้าของควรที่จะคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ

การดูแลเอาใจใส่ : สางขนให้เจ้า Belgian Tervuren อยู่เป็นประจำทุกๆสัปดาห์และ ควรให้เจ้า Belgian Tervuren ได้ออกกำลังกายอยู่อย่างเป็นประจำ และวันละมากๆอีกด้วย เจ้า Belgian Tervuren นั้นจะเชื่อฟังคำสั่งได้ดี ถ้าเลี้ยงไว้เพื่อต้อนวัวควายจะดีมาก

โรค : เจ้า Belgian Tervuren นั้นเป็นสุนัขที่แข็งแรงมากไม่ค่อยมีโรคประจำตัว แต่บางครั้งให้ระวังโรคลมบ้าหมูไว้บ้างก็จะดี และโรคเกี่ยวกับตา และไขข้อกระดูกสะโพกอักเสบก็เป็นอะไรที่ไม่ควรลืมเช่นกัน


Thursday, 15 September 2011

สุนัขพันธุ์ เบอร์นีส เมาน์เทน ด๊อก (Bernese Mountain Dog)

เบอร์นีสมีต้นกำเนิดที่อาจจะมาจากการผสมระหว่างสุนัขพื้นเมืองของสวิตเซอร์แลนด์ที่ใช้คุมฝูงสัตว์กับสุนัขเฝ้ายามของกองทัพโรมัน ต่อมาได้ถูกนำมาใช้งานในฟาร์ม โดยได้รับความนิยมมากในกรุงเบิร์น ประเทศสวิตเวอร์แลนด์ ซึ่งให้สุนัขลากเกวียนเพื่อนำผลิตผลจากฟาร์มมาสู่ตลาด เมืองที่นิยมเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้มาก ก็เป็นเมือง Berne จึงเป็นที่มาของชื่อ



สุนัขพันธุ์ เบอร์นีส เมาน์เทน ด๊อก (Bernese Mountain Dog)
ประวัติ เบอร์นีส เมาน์เทน ด๊อก (Bernese Mountain Dog)
เบอร์นีส เมาน์เทน ด็อก (Bernese Mountain Dog) เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ ระหว่างสุนัขเฝ้ายามของชาวโรมัน (ที่ยกทัพมารุกราน สวิส) กับสุนัขเลี้ยงแกะพันธุ์พื้นเมือง ปัจจุบันมี สุนัขเมาน์เทน ด็อก พันธุ์เมด อิน สวิส เหลือเพียง 4 สายพันธุ์เท่านั้นค่ะ และเบอร์นีส เมาน์เทน ด็อก เป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยม มากที่สุด ก่อนหน้านี้ เค้าก็เกือบสูญพันธุ์แล้วเหมือนกัน แต่โชคดีที่มี การตั้งสมาคมเบอร์นีส เมาน์เทน ด็อก ขึ้นมาใน ค.ศ. 1907 และได้พยายามอนุรักษ์สุนัขพันธ์นี้ไว้ และเผยแพร่ให้สุนัขเป็นที่รู้จักมากขึ้น

สุนัขพันธุ์ เบอร์นีส เมาน์เทน ด๊อก (Bernese Mountain Dog)
ลักษณะนิสัย
เป็นมิตร ฉลาด แข็งแรง ร่าเริง เป็นมิตร โดยธรรมชาติแล้วเบอร์นีสเป็นสุนัขที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาและต้องการการเอาใจใส่มาก จัดว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารักสำหรับครอบครัวทีเดียว นิสัยชอบลากของมัน ยังอยู่ในสายเลือด ถ้าฝึกดีๆ มันสามารถลากเลื่อน ให้เด็กๆ เล่นได้ด้วย เบอร์นีสเป็นสุนัขที่มีความสามารถสูง เป็นสุนัขที่สามารถฝึกเชื่อฟังคำสั่งได้ง่ายดาย

สุนัขพันธุ์ เบอร์นีส เมาน์เทน ด๊อก (Bernese Mountain Dog)
การฝึกสอน
การฝึกเชื่อฟังคำสั่งเบื้องต้น เช่น นั่ง ยืน หมอบ คอย ไม่ ฯลฯ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุนัขทุกสายพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ใหญ่ อย่างเช่น เบอร์นีส ควรจะเริ่มฝึกได้ตั้งแต่อายุ 4-6 เดือนเป็นต้นไป เพราะเบอร์นีสที่มีความประพฤติดี เชื่อฟังคำสั่งย่อมต้องเป็นที่ต้องการและเป็นที่รักของทุกคน


Monday, 12 September 2011

ธรรมชาติบำบัดสำหรับสุนัข

สุนัขทุกตัวที่เราเลี้ยงไว้ที่บ้านนั้นล้วนแล้วแต่ต้องการความรัก ความเอาใจใส่ ได้ออกกำลังกาย ได้กินอาหารที่เหมาะสม และได้รับกระบวนการล้างพิษบ้าง สิ่งสำคัญต่อไปคือการป้องกันและรักษาโรค ซึ่งวิธีการที่ใช้ได้ผลคือธรรมชาติบำบัดนั้นเอง



เราต้องหมั่นตรวจสอบสิ่งต่างๆของสุนัขไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมหรือว่าร่างกายของสุนัขก็ตามสิ่งเหล่านี้จะละเลยไม่ได้เลย

โภชนาการของสุนัข
1. โภชนาการ - เราต้องสังเกตว่าสุนัขนั้นกินอะไรบ้าง บ่อยแค่ไหน อาหารที่กินนั้นสะอาดแค่ไหนเราต้องควรเช็คให้เรียบร้อย

สังเกตอาหารของสุนัข
2. การย่อยอาหาร - เราต้องสังเกตด้วยว่าสุนัขของเรานั้นขับถ่ายบ่อยแค่ไหน แต่ถ้ามีสิ่งผิดปกติอาการแรกที่เราจะเห็นคือ อาเจียนและท้องเสียเกินกว่า 24 ชั่วโมง ซึ่งถ้าเราไม่รีบนำสุนัขไปรักษาก็อาจเกิดโรคร้ายแรงขึ้นได้

ฉี่ของสุนัข
3. ฉี่ของสุนัข - เวลาที่สุนัขฉี่นั้นเราก็ต้องสังเกตด้วยว่าสุนัขนั้นฉี่เป็นสีอะไร ถ้าเกิดความผิดปกติขึ้นก็ควรรีบไปพบแพทย์

4. ผิวหนังและขน – ผิวหนังของสุนัขนั้นเราต้องสังเกตว่าเปลี่ยนไปจากปกติบ้างไหม มีสะเก็ดแห้งหรือความมันของขนผิดปกติ ขนร่วงมากไป คันมากไป เกามาก ซึ่งสภาพของขนและผิวหนังเป็นตัวบอกถึงสุขภาพของสุนัขได้ชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับตับและไต ยิ่งเห็นผลได้ชัดเจน

5. ตาและจมูก- เราต้องสังเกตการณ์อักเสบของตาและจมูกของสุนัข ตาที่ระคายเคืองมากๆเป็นผลให้ไปอุดตันท่อน้ำตา ทำให้สุนัขเกิดน้ำมูกสะสมและหายใจลำบาก


Friday, 9 September 2011

บีเกิ้ล (Beagle) สุนัขที่เหมาะกับเด็ก

"บีเกิ้ล” (Beagle) เป็นสุนัขที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอังกฤษ คาดว่าสุนัขสายพันธุ์นี้ถือกำเนิดมานานไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี และมีชื่อเสียงมากในยุคของพระนางอลิซาเบธ จัดอยู่ในจำพวกกลุ่มสุนัขล่าเนื้อ มีขนสั้นและหูปรก



สุนัขพันธุ์บีเกิ้ล (Beagle)
เป็นสุนัขที่มีประสาทด้านการดมกลิ่นเป็นเลิศ ต่อมาได้มีการ พัฒนาสายพันธุ์เพื่อเป็นผู้ช่วยมนุษย์ในการกีฬาต่าง ๆ โดยเฉพาะการล่ากระต่ายและยังได้รับการฝึกให้เป็นสุนัขตรวจสอบยาเสพติดและวัตถุระเบิด ปัจจุบันบีเกิ้ล ยังได้รับความนิยมนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงด้วยขนาด ตัวที่พอเหมาะ, เป็นสุนัขที่มีอารมณ์ดี และสุขภาพแข็งแรงมีความทนทานต่อโรค

ผู้มีประสบการณ์ในการเลี้ยงบีเกิ้ลมานานบอกว่าสุนัขสายพันธุ์นี้เหมาะกับ เด็ก ๆ จึงเป็นสุนัขที่นิยมเลี้ยงกันในครอบครัว โดยมาตรฐานของสายพันธุ์แล้ว จะมีนิสัยใจกล้า จงรักภักดี กระฉับกระเฉง กล้าตัดสินใจ ตื่นตัว ขี้สงสัย สุภาพอ่อนโยน รักความสะอาด เข้ากับผู้อื่นได้ง่าย เมื่อเจริญเติบโตเต็ม ที่จะมีส่วนสูงเฉลี่ย 33-40 เซนติเมตร มีน้ำหนักตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 8-14 กิโลกรัม ในการให้อาหารที่ถูกต้อง คือ อายุระหว่าง 2-3 เดือน ควรให้อาหารเม็ดวันละ 4 มื้อ มื้อละ 1 ถ้วย (ให้ทุก ๆ 4-6 ชั่วโมง) โดยใช้ถ้วยกาแฟขนาดเล็กตวงผสมกับอาหารกระป๋อง 1 ช้อนโต๊ะ คลุกเคล้าให้ทั่ว

สุนัขพันธุ์บีเกิ้ล (Beagle)
เมื่อบีเกิ้ลมีอายุระหว่าง 3-4 เดือน ลดเวลาการให้อาหารเหลือวันละ 3 มื้อ มื้อละ 1 ถ้วย ให้ทุก ๆ 6-8 ชั่วโมง และเมื่อมีอายุ 4 เดือน-1 ปี ให้อาหารเม็ดวันละ 2 มื้อ มื้อละ 1 ถ้วย และเมื่อสุนัขมีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป สามารถลดการให้อาหารเหลือเพียงวันละ 1 มื้อก็เพียงพอแล้ว อาหารจำพวกนมจะให้ช่วงที่เป็นลูกสุนัขแรกเกิดจนถึง 2 เดือน ที่สำคัญในการเลี้ยงบีเกิ้ลนั้นผู้เลี้ยงไม่ควรให้อาหารสด (อาหารคน) เนื่องจากจะทำให้สุนัขติดใจในรสชาติและจะไม่กินอาหารเม็ดอีกต่อไป มีข้อห้ามในเรื่องของอาหารโดยเฉพาะช็อกโกแลตและหัวหอมห้ามให้อย่างเด็ดขาดเพราะอาจจะทำให้สุนัขได้รับอันตรายถึงตายได้

สุนัขพันธุ์บีเกิ้ล (Beagle)
ในการดูแลความสะอาดให้กับบีเกิ้ลซึ่งมีขนสั้น เพียงแค่อาบน้ำให้สัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ จากนั้นก็เช็ดหรือเป่าตัวให้แห้งพร้อมกับแปรงขนไปด้วยหรือถ้าไม่สกปรกมากจะใช้เพียงผ้าสะอาดชุบน้ำเช็ดตัว เนื่องจากบีเกิ้ลมีขนสั้นและมีสีเข้ม ควรแปรงขนทุก ๆ 3-4 วัน เพื่อกำจัดเส้นขนที่ตายแล้วออกไป โดยปกติแล้วบีเกิ้ลไม่ค่อยมีกลิ่นสาบและมีการผลัดขนน้อยมาก อีกทั้งไม่มีน้ำลายไหลเยิ้ม อย่าลืมว่าบีเกิ้ลจัดเป็นสุนัขอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ชอบการออกกำลังกาย ควรจะพาไปออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น

ลักษณะโดดเด่นประจำพันธุ์บีเกิ้ลก็คือมีพลังในการเห่าหอนอาจจะทำให้ขโมยแสบแก้วหูได้และยังจัดเป็นสุนัขที่ไม่ค่อยกลัว ตัวประหลาด เช่น ตุ๊กตาหน้าตาแปลก ๆ


Wednesday, 7 September 2011

ทำไมสุนัขจึงดุ

ปัญหาเรื่องพฤติกรรมความก้าวร้าวของสุนัข ยังไม่มีใครสามารถแก้ไข ในต้นตอของปัญหาได้ สิ่งสำคัญที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ คือ ความเข้าใจในธรรมชาติ ของสุนัขที่เลี้ยง และลักษณะนิสัยของสุนัข เนื่องจากสุนัขแต่ละสายพันธุ์ อายุ เพศ จะมีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันออกไป



สุนัขนิสัยดุร้าย
นิสัยดุร้ายที่แสดงออก เกิดจากปัจจัยหลัก 3 ปัจจัยด้วยกัน คือ
1. พันธุ์กรรม
เนื่องจากแต่ละสายพันธุ์มีการปรับปรุง ให้ได้ลักษณะที่ต้องการ เช่น สายพันธุ์ร็อตไวเลอร์ สายพันธุ์เยอรมัน มีการพัฒนาพันธุ์ เพื่อคอยคุ้มกันกองคาราวาน สายพันธุ์นี้ จึงมีลักษณะของความเป็นจ่าฝูง หมายถึง หวงแหนที่อยู่ คอยปกป้องดูแลเจ้าของ และมีความเป็นผู้นำสูง

2. การเรียนรู้ด้วยตนเอง
การเรียนรู้นี้เกิดขึ้นตลอดเวลา ด้วยความตั้งใจและไม่ตั้งใจของเจ้าของ เช่น การขังสุนัขไว้ภายในบ้าน เมื่อมีรถยนต์วิ่งผ่าน สุนัขเห่าแสดงความก้าวร้าวใส่ รถยนต์ได้วิ่งผ่านไป เมื่อเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทำให้สุนัขเรียนรู้ว่า เมื่อแสดงความก้าวร้าว จะสามารถปกป้องที่อยู่หรือไล่สิ่งที่ตนไม่ชอบออกไปได้

3. สิ่งแวดล้อมรอบตัว
สิ่งแวดล้อมเป็นตัวกระตุ้นให้สุนัขแสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมา เช่น หากเลี้ยงสุนัข ในบริเวณ ที่มีการก่อสร้าง มีคนงานเดินไปมาตลอดเวลา สุนัขจะรู้สึกกังวลเนื่องจากต้องคอยดูแลพื้นที่อยู่และเจ้าของ จนไม่ได้พักผ่อน ส่งผลให้เครียด และเหนี่ยวนำให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวขึ้นได้



อเมริกันพิทบลู - สุนัขที่ดุที่สุดในโลก
การเลี้ยงสุนัขเพื่อให้มีความดุร้ายลดลง สามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน คือ

1. การพาสุนัขออกไปนอกบ้านในช่วงวัยเด็ก ให้สุนัขได้มีสังคมกับสุนัขตัวอื่น ๆ และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว เช่น เรียนรู้ที่จะรับการสัมผัสจากคนแปลกหน้า เสียงรถยนต์ แมว หรือ สุนัขตัวอื่น ๆ เป็นต้น

2. ฝึกให้สุนัขมีระเบียบวินัย เริ่มจากวินัยภายในบ้าน เช่น การกินอาหารให้เป็นเวลา การขับถ่ายในสถานที่ที่กำหนด เดินในสายจูงโดยไม่ลากเจ้าของ

3. การฝึกเชื่อฟังคำสั่ง เช่น การฝึกให้นั่ง หมอบ ปล่อย หรือคอย เป็นการสอนให้สุนัขเรียนรู้ ที่จะทำเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งที่ต้องการในท่าทางที่เหมาะสม รวมถึง เป็นการสร้างภาวะความเป็น ผู้นำให้เจ้าของอีกด้วย

4. การให้เวลากับสัตว์เลี้ยง เป็นการสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างสุนัข กับเจ้าของ

5. ทำหมันสุนัขตัวที่มีพฤติกรรมดุร้าย เนื่องจากความดุร้ายนี้ สามารถถ่ายทอดไปยังสุนัขรุ่นต่อไปได้

6. หลีกเลี่ยงการเลี้ยงดู ที่เป็นการสนับสนุนให้สุนัขมีความเป็นจ่าฝูง เช่น การนอนร่วมเตียงกับเจ้าของ การปล่อยให้สุนัขดึงสายจูง เป็นต้น

Monday, 5 September 2011

เฟรนช์ บลูด๊อก หูค้างคาว

"เฟรนช์ บูลด๊อก” จัดเป็นสุนัขอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีเสน่ห์อยู่ ในตัว ใครได้เห็นครั้งแรกจะต้องสะดุดและหยุดมองทันที เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ยากจะหาสุนัขพันธุ์ใดในโลกเสมอเหมือนคือ มีใบหูเหมือนหูค้างคาว, มีสีที่ลำตัวมากถึง 16 สี และมีเสียงหายใจที่เป็นเอกลักษณ์



เฟรนซ์ บลูด๊อก (French Bulldog)
สรุปลักษณะโดยรวมของสุนัขสายพันธุ์นี้คือ หน้าย่นหักสั้น จมูกบี้ รูปหน้าเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส หัวกลม ปากกว้าง รูปร่างเตี้ยล่ำ อกกว้าง ลำตัวและหางสั้น สำหรับลักษณะนิสัยเป็นสุนัขที่รักและติดเจ้าของ จะเห่าเมื่อเห็นคนแปลกหน้า เมื่อเลี้ยงอยู่ในบ้านจะเป็นมิตรกับทุกคน ที่สำคัญจัดเป็นสุนัขขนสั้นทำให้ดูแลความสะอาดง่าย

คุณศุภฤกษ์ สนองชาติ ชาวบุรีรัมย์ เริ่มเลี้ยงสุนัขเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2532 ขณะยังเป็นนักศึกษาอยู่ เริ่มแรกจะเลี้ยงสุนัขพันธุ์บ็อกเซอร์และร็อตไวเลอร์ ต่อมาในปี พ.ศ.2543 ได้นำเข้า “เฟรนช์ บูล ด๊อก” เพศเมีย สีครีม จากประเทศสาธารณ รัฐเช็กและได้นำเข้าเพศผู้สีครีมจากประเทศรัสเซีย ได้เลี้ยงและผสมพันธุ์สุนัขสายพันธุ์นี้จนประสบความสำเร็จส่งเข้าประกวดจนได้รับรางวัลใหญ่ ๆ และรางวัลที่มีความสำคัญทั้งในและต่างประเทศจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ด้วยการยึดหลักสำคัญในเรื่องของคอกเลี้ยงสุนัขจะต้องมีคุณภาพและได้มาตรฐาน ปัจจุบันมีการพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่องโดยเน้นหนักในเรื่องข้อตะโพกและหัวไหล่ สุนัขทุกตัวของที่แห่งนี้มีสายเลือดที่ดี



เฟรนซ์ บลูด๊อก (French Bulldog)
อาหารนับเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ถึงแม้ว่าสุนัขจะมีสายพันธุ์ดีแค่ไหนหรือพ่อแม่เป็นแชมเปี้ยน ถ้าขาดการเอาใจใส่อาหารการกิน ไม่ดี ไม่มีทางที่จะ ทำให้สุนัขมีความสวยงามตรงตาม สายพันธุ์ได้ หลักการของการให้อาหารควรจะให้ลูกสุนัขได้ รับสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ กินน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง เนื่องจากลูกสุนัขตัวเล็ก กระเพาะอาหารจะเล็กตามไปด้วย อย่าให้ลูกสุนัขกินอาหารจนพุงกาง จำนวนมื้อในการให้อาหารสุนัขโดยทั่วไปแล้ว ก็ต้องดูที่ความต้องการอาหารของลูกสุนัขมากกว่า เช่น ตั้งแต่หย่านมจนถึงอายุ 3 เดือนจะให้วันละ 3-4 มื้อ, อายุ 3-6 เดือน จะให้วันละ 2-3 มื้อ, อายุ 6-12 เดือน จะให้วันละ 2 มื้อและเมื่อสุนัขมีอายุได้ 1 ปีขึ้นไปจะให้อาหารเพียงวันละ 1-2 มื้อเท่านั้น

เฟรนซ์ บลูด๊อก (French Bulldog)
โดยปกติแล้ว “เฟรนช์ บูลด๊อก” ชอบสภาพอากาศเย็น ถ้าจะเลี้ยงในห้องปรับอากาศควรจะตั้งอุณหภูมิประมาณ 27 องศาเซลเซียส ไม่ควรปรับแอร์ให้ ต่ำกว่า 23 องศาเซลเซียสอาจจะทำให้ เป็นโรคปอดชื้นได้ ถ้าไม่มีห้องแอร์ควรจะเป็นคอกที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี ไม่ร้อนจนเกินไป.

Thursday, 1 September 2011

การเลี้ยงสุนัข เซนต์เบอร์นาร์ดให้สุขภาพดี

สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด จัดอยู่ในกลุ่มสุนัขทำงาน (Working Group) ที่มีโครงสร้างใหญ่ ใจดี แต่ในความใหญ่โตกลับมิได้ดูดุร้ายหากแต่ยังน่ารัก ใจดี แถมหน้ายังดูเศร้าๆ อีกต่างหาก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสุนัขพันธุ์นี้ รูปร่างสูงเด่นได้สัดส่วน ดูแข็งแรงบึกบึน เต็มไปด้วยพละกำลัง มีกล้ามเนื้อสมส่วนแข็งแรง



สุนัขพันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ด (St. Bernard)
การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุนัขพันธุ์ไหญ่ แต่ต้องมีขอบเขตไม่มากหรือน้อยเกินไป เหตุผลเนื่องจากกระดูกที่กำลังเติบโตของลูกสุนัขยังอ่อน ไม่สามารถรองรับการพัฒนาของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ทัน จึงอาจเกิดปัญหาของกระดูกอ่อนหรือบิดได้ ดังนั้นผู้เลี้ยงทุกคนควรระวังถึงน้ำหนักของลูกสุนัข เป็นหลัก ไม่ควรให้สุนัขอ้วนแต่เด็ก ควรให้ลูกสุนัขมีอายุ 1 ปีอย่างต่ำก่อนจึงเริ่มทำน้ำหนักได้ การออกกำลังที่หักโหมอาจทำให้ลูกสุนัขบาดเจ็บ เพราะฉะนั้นวิธีที่จะดูว่าลูกสุนัขออกกำลังกายเพียงพอหรือไม่นั้นให้ดูจากการปล่อยลูกสุนัขเล่นโดยธรรมชาติ เพราะตัวลูกสุนัขเองจะรู้ว่าเมื่อเค้าเหนื่อยเค้าควร จะหยุดเล่น แต่ถ้าลูกสุนัขของคุณขี้เกียจก็ควรพาเค้าเดินหรือหาบ อลมาดึงดูดความสนใจเค้าให้สนุกกับการออกกำลังกายก็ได้

อาหารสุนัข
อาหารที่ใช้สำหรับเลี้ยงลูกสุนัข
ควรคำนึงถึงสารอาหาร โดยรวมไม่ใช่เน้นที่โปรตีนอย่างเดียว อาหารที่ใช้ควรมีส่วนประกอบของ Gluclosamine ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในเรื่องไขข้อกระดูก สารชนิดนี้จะไปช่วยสร้างน้ำหล่อลื่นตามข้อกระดูกโดยเ ฉพาะสุนัขที่เป็นโรคข้อต่อสโพกสารชนิดนี้จะลดการเสีย ดสีในไขข้อกระดูกได้ อาหารที่ดีไม่จำเป็นต้องราคาแพงเสมอไปแต่ก็ไม่ได้หมายถึงอาหารถูกจะดีทุกยี่ห้อ หรือถ้าจะลองใช้อาหารควรลองอย่างน้อย 6 เดือนถึงจะพิสูจน์ได้ว่าอาหารนั้นดีสำหรับสุนัขของท่าน ควรให้อาหารวันละ 4 ครั้ง ลูกสุนัขอายุ 4 เดือน แล้วลดเหลือ 2 มื้อตั้งแต่ 5 เดือนถึง 1 ปี ต่อจากนั้นขึ้นอยู่กับความสะดวกบางท่านอาจลดเหลือมื้อเดียวต่อวันก็ทำได้

เซนต์เบอร์นาร์ด (St. Bernard) - สุนัขพันธุ์ใหญ่
การฝึกการขับถ่าย
ควรฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม ควรเริ่มตั้งแต่สุนัขอายุ 3 เดือนขึ้นไป เพราะลูกสุนัขวัยนี้เริ่มที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้เ ร็วและสนใจสิ่งใหม่ๆรอบๆตัว ทำวัคซีนให้ตรงเวลาที่กำหนดและถ่ายพยาธิทุกเดือน


Tuesday, 30 August 2011

วิธีการลดน้ำหนักน้องหมา

หลาย ๆ คนอาจจะมีปัญหาเลี้ยงน้องหมาจนอ้วนพลีเกินไป เพราะสายตาที่อ้อนวอน ทำให้ทุกคนต้องพ่ายแพ้ต่อสายตาอันน่าสงสารเหล่านี้ ด้วยการให้อาหารน้องหมาพ่อให้ทีนึง แม่ให้ทีนึง ลูกให้อีกทีนึง จึงทำให้น้องหมาอ้วนถ้วนสมบูรณ์ วันนี้เรามีวิธีลดความอ้วนมาแนะนำเพื่อน ๆ ว่าทำยังไงดี ถ้าน้องหมาอ้วนพลีจนเกินไป



สุนัขอ้วน
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สุนัขอ้วน
1. ปัจจัยภายในร่างกาย ได้แก่อายุ เพศ ภาวะของระบบสืบพันธุ์ ความมีอยู่หรือความผิดปกติของระดับฮอร์โมนในร่างกาย หรือความผิดปกติของต่อมใต้สมอง หรือภาวะทางพันธุกรรม

2. ปัจจัยภายนอก ได้แก่ อิทธิพลในการกินอาหาร ส่วนประกอบของอาหารที่กินอยู่ อาหารที่กินอยู่มีความน่าจะกินสูง กิจวัตรประจำวันของสัตว์ตัวนั้น ส่วนมากแล้วปัจจัยที่ทำให้เกิดความอ้วนคือ การที่เจ้าของให้สัตว์กินอาหารมากเกินไป การขาดการออกกำลังกาย หรือทั้งสองอย่าง

การพาสุนัขออกกำลังกายสามารถช่วยลดความอ้วน
- พยายามอย่าวางอาหารไว้กับน้องหมาเกิน 15 นาทีต่อมื้อ

- ให้อ่านฉลากข้างกล่องอาหาร ควรจะให้ตามที่ฉลากข้างกล่องแนะนำ แต่ถ้าปริมาณที่คุณให้อยู่นั้นเกิน ให้พยายามค่อย ๆ ลดปริมาณของอาหารลงเรื่อย ๆ

- อย่าให้น้องหมาเข้ามาในบ้านในขณะที่คุณกำลังกินข้าว หรือว่าทำอาหาร

- ต้องให้ทุกคนในบ้านรู้ว่า คุณกำลังพยายามลดความอ้วนของน้องหมา เพราะไม่งั้นอาจจะมีสมาชิกในบ้านที่ไม่รู้ ให้ของว่างกับน้องหมาได้

- ถ้าที่บ้านเลี้ยงสัตว์อื่น ๆ ด้วย เมื่อคุณให้อาหารสัตว์เหล่านั้น ควรจะกันน้องหมาให้ออกไปจากบริเวณนั้น ๆ

- พยายามให้กินผักต่าง ๆ ด้วยครับเพื่อเพิ่มความหลากหลายของอาหาร เช่น แครอท, ฟักทอง, ถั่ว, บร็อคคอรี่ แต่ให้หลีกเลี่ยงหัวหอมครับ

- การลดความอ้วนที่ดี ควรทำคู่กับการออกกำลังกายด้วยครับ พยายามให้น้องหมาได้ออกกำลังกายบ่อย ๆ ครับ



Sunday, 28 August 2011

มาตราฐานสายพันธุ์ สแตฟฟอร์ดเชียร์เทอร์เรียร์




มาตราฐานสายพันธุ์

สแตฟฟอร์ดเชียร์เทอร์เรียร์ STAFFORDSHIRE TERRIER
ลักษณะโดยทั่วไป : มีขนเรียบ มีพละกำลังมากและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ไม่หยุดนิ่งและคล่องแคล่วว่องไว

ศีรษะ : สั้น ลึก กะโหลกกว้าง กล้ามเนื้อแก้มเด่นชัด มีหน้าแงที่ชัดเจน หน้าผากสั้น จมูกสีดำ หากเป็นสีชมพูเป็นข้อบกพร่องที่ร้ายแรง

ตา : นิยมสีดำ แต่อาจจะมีความสัมพันธ์กับสีขนก็ได้ ตากลมขนาดปานกลาง ตาสีจางหรือขอบตาสีชมพูเป็นข้อบกพร่อง ยกเว้นในกรณีที่ขนรอบขอบตาเป็นสีขาวขอบตาก็อาจเป็นสีชมพูได้ หูไม่ใหญ่ ใบหูตั้งครึ่งเดียว ถ้าใบหูตั้งหรือหลุมถือเป็นข้อบกพร่องที่ร้ายแรง

ปาก : สบกันแน่น ฟันที่อยู่บนหรือล่างยื่นไปข้างใดข้างหนึ่งถือเป็นข้อบกพร่องอย่างร้ายแรง

คอ : เส้นหลังและลำคอเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ เส้นหลังอยู่ในแนวระดับ ด้านหน้ากว้าง ส่วนนอกที่อยู่ระหว่างขาหน้าลึก กระดูกซี่โครงโค้งได้ที่ ซี่โครงที่อยู่ใกล้ชายกระเบนเหน็บค่อนข้างบอบบาง ไม่ตัดหาง หางที่ยาวหรือโค้งเกินไปเป็นข้อบกพร่อง

สแตฟฟอร์ดเชียร์เทอร์เรียร์ STAFFORDSHIRE TERRIER
ส่วนหน้า : ขาเหยียดตรง มีกระดูกที่แข็งแรง ตั้งอยู่ค่อนข้างห่างจากกัน ไหล่ไม่หย่อนยาน ฝ่าเท้าไม่อ่อนแอ เท้าควรมีอุ้งเท้าที่หนา แข็งแรงและมีขนาดปานกลาง

ส่วนท้าย : ควรจะมีกล้ามเนื้อส้นเท้าที่ต่อกับเข่าควรโค้งได้ที่ นิ้วติ่งที่ขาหลังควรตัดทิ้ง

ขน : เรียบ สั้น แนบติดหลัง ไม่ควรตัดให้สั้น

สี : สีแดง สีลูกวัว สีขาว สีดำหรือสีน้ำเงินหรือสีใดสีหนึ่งที่กล่าวมาร่วมกับสีขาว อาจจะมีเฉดสีของสีลายเสือ หรือเฉดสีลายเสือร่วมกับสีขาว สีดำ สีน้ำตาลแดงและสีตับจะถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้ประกวด

สแตฟฟอร์ดเชียร์เทอร์เรียร์ STAFFORDSHIRE TERRIER
การย่างก้าว : อิสระ เต็มไปด้วยพละกำลัง คล่องแคล่วว่องไว ไม่ต้องออกแรงมาก หากมองจากทางด้านหน้าหรือด้านหลัง ขาจะเคลื่อนไหวขนานกัน


Wednesday, 24 August 2011

สุนัขพันธุ์สแตฟฟอร์ดเชียร์เทอร์เรียร์ (Staffordshire-Terrier)

ความเหมาะสมในการเลี้ยงสุนัขพันธุ์สแตฟฟอร์ดเชียร์ เทอร์เรียร์ คือ ต้องการครอบครัวหรือผู้ที่สามารถอุทิศเวลาให้มันเป็นสุนัขที่ฝึกได้ง่าย มันมีความพึงพอใจที่จะเอาใจผู้เป็นเจ้าของ เป็นสุนัขที่คุ้นเคยกับผู้คนและเฉลียวฉลาดมาก เป็นสุนัขที่เต็มไปด้วยพลังงาน มีความสามารถในเชิงกีฬา ไม่เหมาะที่จะเลี้ยงร่วมกับสุนัขพันธุ์อื่นๆ และถ้าเลี้ยงร่วมกับเพศเดียวกันก็จะเกิดการต่อสู้กัน



สุนัขพันธุ์สแตฟฟอร์ดเชียร์เทอร์เรียร์ (Staffordshire-Terrier)
สุนัขพันธุ์นี้มีสายเลือดของสุนัขพันธุ์บูลด็อกและสุนัขพันธุ์เทอร์เรียร์เท่าๆ กัน ก็เลยตัวล่ำ สู้ไม่ถอย เคยมีประวัติมวยสุนัขติดอยู่ในประวัติศาสตร์ของอังกฤษมาตั้งแต่ต้นคริสต์ษตวรรษที่ 19 แล้ว

ชื่อนี้เอามาจากพวกชาวเหมืองของเมืองสแตฟฟอร์ดเชียร์ประเทศอังกฤษ ที่ตั้งหน้าตั้งตาเพาะสุนัขบ่อนเอาไว้กัดกันมาช้านาน ก่อนที่จะมีกฎหมายห้ามกัดสุนัข

สุนัขพันธุ์สแตฟฟอร์ดเชียร์เทอร์เรียร์ (Staffordshire-Terrier)
อเมริกาเพิ่งรู้จักสุนัขพันธุ์นี้เมื่อปี 1870 ซึ่งในตอนแรกเรียกกันว่า แยงกี้เทอร์เรียร์บ้าง หรือไม่ก็อเมริกันบูลล์เทอร์เรียร์บ้าง พวกนักเลงเพาะสุนัขที่อเมริกาเน้นหนักกันที่ขนาดและรูปร่าง สุนัขที่เพาะจากอเริกาก็เลยตัวหนักกว่าเดิม



สุนัขพันธุ์สแตฟฟอร์ดเชียร์เทอร์เรียร์ (Staffordshire-Terrier)
สุนัขรุ่นสมัยใหม่นี้ทิ้งนิสัยนักเลงไปแล้ว กลายสุนัขที่สุภาพและวางใจได้ ว่ากล่าวก็ง่าย เมื่อนำมาเลี้ยงก็คงไม่สามารถที่จะหาใครที่น่ารักและภักดีเหมือนเจ้าสแตฟฟอร์ดเชียร์ตัวนี้ไม่ได้อีกแล้ว มันจะรักเจ้านายถึงขั้นยอมถวายชีวิตเลยทีเดียว

แลกลิงค์

Create your own banner at mybannermaker.com!
Copy this code to your website to display this banner!
ต้องการแลกลิงค์ ติดต่อ plasmamax@gmail.com